การละเล่นแบบไทยๆ เก้าอี้ดนตร การละเล่นที่สร้างความสนุกสนานแบบไทยๆ

เก้าอี้ดนตรี

เก้าอี้ดนตรี เป็นการละเล่นที่ต้องเล่นประกอบกับเพลงจังหวะสนุกสนาน และเป็นที่นิยมเล่นในงานสังสรรค์
งานวันเด็ก หรือ งานกิจกรรมสันทนาการ และไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น

เก้าอี้ดนตรี

แต่จะจัดเก้าอี้เป็นวงกลม แต่จำนวนเก้าอี้ต้องน้อยกว่าจำนวนผู้เล่น เมื่อ เปิดเพลง หรือ ร้องเพลง
ก็จะให้ผู้เล่นทุกคนเดินวนรอบเก้าอี้ เพื่อความสนุก ก็จะเดินรอบเก้าอี้ไปด้วย หรือ
สร้างความบันเทิงบางคนก็อาจจะเต้นไปด้วย

เมื่อเพลงหยุดหรือจบ ถือว่าเป็นสัญญาณว่าให้หยุด ผู้เล่นแต่ละคนก็จะต้องแย่งกันนั่งเก้าอี้
หากใครที่ไม่ได้นั่งก็จะถูกคัดออก และพร้อมกับลดจำนวนเก้าอี้ลง และเล่นใหม่ไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะเหลือ หนึ่งคนเป็นผู้ชนะ

วิธีเล่น
ผู้เล่นทุกคนยืนเป็นวงหลังเก้าอี้ เมื่อเพลงขึ้นทุกคนต้องรำ เมื่อเพลงหยุดตอนใด ทุกคนต้องรีบ นั่งเก้าอี้
คนที่เหลือแย่งไม่ทันเพื่อน ต้องออกจากการแข่งขัน กรณีที่แย่งกันนั่งพร้อมกัน 2 คน เก้าอี้ ตัวเดียวกัน

ตัดสินไปว่าใครนั่งก่อนให้เริ่มใหม่ เล่นกันต่อไปจนเหลือคนสุดท้าย ก็จะเป็นผู้ชนะเงื่อนไข จำนวนเก้าอี้ต้องน้อยกว่า
ผู้เล่น 1 ตัว ทุกครั้ง เช่น ถ้ามีผู้เล่น 4 คน ต้องมีเก้าอี้ 3 ตัว…

กีฬาพื้นบ้านสร้างความเป็นทีม กีฬาวิ่งสามขา

วิ่งสามขา

กีฬา วิ่งสามขา เป็นการละเล่นของกีฬาพื้นบ้าน เป็นที่นิยมเล่นกันมากในสมัยโบราณ มาจนถึงปัจจุบันนี้
การละเล่นกีฬาพื้นบ้านไทยวิ่งสามขานี้ นิยมเล่นกันมากตามท้องถิ่นทั่วไป ที่บางท้องถิ่นจะมีกีฬาประจำตำบล

ส่วนใหญก็จะมีการละเล่นพื้นบ้านแบบนี้นี้สอดแทรกเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
และความเฮฮาสนุกสนาน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักร่วมแรงร่วมใจกัน

วิ่งสามขา

อุปกรณ์ก็ไม่มีอะไรมาก ที่ต้องเตรียมก็มีแค่ ผ้าผูกขาคู่ละ 2 ผืน

ในส่วนของ วิธีการเล่น

1.จัดเตรียมสนามให้มีความกว้างพอสมควร
2.ระยะทางจากเส้นเริ่มต้นถึงเส้นชัยใช้ระยะทางประมาณ 100 – 500 เมตร
3.ให้ผู้เล่นแต่ละคู่ยืนเคียงข้างกัน
4.ใช้ผ้าผูกขาให้ชิดกันผูกเชือกดึงขาซ้ายของคนที่อยู่ทางขวา และผูกเชือกดึงขาขวาของคนที่อยู่ทางซ้าย ให้แน่นไม่หลุดแยกออกจากกัน
5.ขณะวิ่งถ้าเชือกผู้เล่นหลุดออกถือเป็นแพ้
6.ผูกให้เป็น 2 เปลาะ ที่ใต้เข่าเปลาะหนึ่ง และเหนือตาตุ่มอีกเปลาะหนึ่ง
7.ทั้งสองคนใช้แขนโอบคอกันไว้ให้แน่น และยืนเตรียมพร้อมอยู่หลังเส้นเริ่มต้น เป็นแถวหน้ากระดานหันหน้าไปทางเส้นเริ่มต้น
8.เว้นระยะให้แต่ละคู่ห่างกันประมาณ 2 – 3 เมตร
9.เมื่อผู้เล่นได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้แต่ละคู่วิ่งไปยังเส้นชัย ผู้เล่นคู่ใดวิ่งไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
10.ระหว่างวิ่งแข่งขันผู้เล่นแต่ละคู่จะต้องไม่วิ่งกีดกันผู้เล่นคู่อื่น หรือกลั่นแกล้งคู้เล่นอื่น ผู้ฝ่าฝืนปรับเป็นแพ้
11.ระหว่างวิ่งผู้เล่นคู่ใดล้มลงให้รีบลุกขึ้นมาวิ่งต่อไปได้
12.ให้มีกรรมการตัดสินอย่างน้อย 2 คน…

กีฬา ชักเย่อ กีฬาแห่งความสมัคสมานสามัคคี

ชักเย่อ

ชักเย่อ เป็นการละเล่นพื้นบ้าน และสามารถใช้เป็นกิจกรรมในเชิงเสริมสร้างความสามัคคีได้
เพราะเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่มีทั้งความสนุกสนานและถือว่าชักเย่อนั้นเป็นการกีฬาประเภทหนึ่งอีกด้วย

ชักเย่อ

เป็นกีฬาที่เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งการละเล่นหรือการแข่งขันนี้ ต้องมีการแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่ายๆ
แต่ละฝ่ายต้องมีจำนวนคนที่เท่ากัน

วิธีการเล่นชักเย่อ
หาเชือกขนาดใหญ่เหนียว 1 เส้น ยาวประมาณ 10-20 เมตร หาจุดที่เป็นกึ่งกลางของความยาวเชือก ใช้กระดาษสีหรือผ้าสีสดที่เห็นได้ชัดเจนผูก
จากนั้นแบ่งคนเล่นเป็นสองพวกจำนวนเท่ากัน

แต่ละพวกให้ยึดปลายเชือกไว้คนละข้าง กรรมการขีดเส้นตรงลงบนพื้น 1 เส้น นำส่วนที่ผูกด้วยกระดาษสี ผ้าสีวางทับเส้นตรงที่ขีด
ให้มีลักษณะเป็นกากบาท เมื่อผู้เล่นพร้อมจึงให้สัญญาณ

ในการส่งสัญญาญควรใช้การตีธงหรือให้สัญญาณเสียงนกหวีดก็ได้ ทั้งสองฝ่ายจะออกกำลังดึงเพื่อเชือกอย่างสุดความสามารถ
ออกแรงกันอย่างเต็มที่

ในส่วนของการตัดสินชักเย่อ
ขณะที่มีการชักเย่อ ผู้ตัดสินจะยืนอยู่ใกล้กึ่งกลางเชือกเมื่อเห็นว่าข้างใดดึงเชือกไปทางแดนของตนมากสุดก็ตัดสินให้ชนะ
การเล่นจะเล่นในที่แจ้ง ลานสนามหญ้ากว้างๆ ทุกเทศกาลที่ต้องการให้เกิดความสนุกสนาน รื่นเริง เนื่องจากไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์มาก

การละเล่นนี้สามารถสร้างความสามัคคีพร้อมเพรียงให้กันได้ และถือเป็นการออกกำลังกายและรื่นเริงสนุกสนานได้อีกด้วย
และในปัจจุบันนี้ ก็มีสมาคม ชมรมนี้จัดตั้งขึ้น ที่ผลักดันให้เป็นการแข่งขันเป็นกีฬา…

การละเล่นสมัยก่อน มวยทะเล เสน่ห์ของกีฬาพื้นบ้าน

มวยทะเล


ประวัติความเป็นมาของ มวยทะเล นั้น เป็น
กีฬาประจำท้องถิ่น ในภาคใต้สมัยก่อน เล่นแพร่หลายในเกือบทุกจังหวัด
อย่างเช่น จังหวัดพัทลุง สุราษฎร์  แล้วก็จังหวัดสงขลา ฯลฯ ไม่ปรากฏหลักฐานมาเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อใด

แต่ว่าพบว่ามีการเล่นกันในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยจัดให้เป็นกีฬาที่มีการสอนแก่นักเรียนนายร้อยในยุคนั้น
(สถานที่เรียนนายร้อยพระจุจอมเกล้า, ๒๕๑๐: ๓๙ – ๔๐)

สันนิษฐานว่ามีการปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงมากมายจากการดมวยไทยที่ได้รับความนิยมกันมานานแล้ว
เอามาเล่นกันรอบๆริมหาดหรือในทะเล

แล้วชกกันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกน้ำทะเลก่อน จึงเรียกว่า มวยทะเล” (สร้อย ภูมิไชยา, สัมภาษณ์ ๑๘ เดือนกรกฎาคม ๒๕๒๖)
ทหารเรือนิยมจัดให้มีการแข่งกีฬาชกมวยทะเล เพราะว่าได้ฝึกฝนการต่อสู้และยังฝึกฝนการว่าน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดด้วย

ชาวบ้านภาคใต้นิยมเล่นสนุกสนานในเทศกาลตรุษสงกรานต์หรืองานฉลองต่างๆเล่นกันเฉพาะในกลุ่มผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
ในตอนนี้ยังมีการเล่นกีฬาประเภทนี้อยู่ทั่วๆไป

นิยมเล่นกันบริเวณริมน้ำชายน้ำ ชายหาด หรือเล่นกันในน้ำ ในน้ำทะเลตื้นๆโดยปักเสา ๒ ต้นไขว้กันเป็นขาสำหรับรองไม้พาด
จำนวน ๒ ขา ให้ขาทั้งสองห่างกันโดยประมาณ ๓ เมตร

แล้วนำเสาไม้พาดหรือไม้หมากกลมวางพาดระหว่างเสาไขว้ที่เป็นขาทั้ง ๒ ข้าง ให้เสาไม้สูงจากพื้นดินโดยประมาณ ๑๐๐ – ๒๐๐ ซม.
แล้วก็ใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวทาเสาไม้พาดให้ลื่น ตรงกลางเสาไม้พาดทำสัญลักษณ์ไว้
บางท้องถิ่น นิยมเล่นกันในลาดวัดโดยรองพื้นด้วยทรายนุ่มเพื่อกันหล่นลงมาบาดเจ็บ

ประวัติกีฬาพื้นบ้าน ‘ แข่งวิ่งกระสอบ ‘ กีฬาแห่งความบันเทิง

แข่งวิ่งกระสอบ

ประวัติของ แข่งวิ่งกระสอบ หรือ วิ่งสวมกระสอบ เป็นกีฬาพื้นบ้านของภาคกลาง แต่ว่านิยมเล่นกันอย่างล้นหลามในหลายจังหวัด
วิ่งสวมกระสอบเป็น กีฬาชนิดเสริมสร้างความสนุกครื้นเครง

ช่วยฝึกฝนผู้เล่นมีการก้าวเท้าเป็นระยะเท่าๆกัน และยังฝึกฝนให้มีหลักในการทรงตัวดีด้วย สันนิษฐานว่ากีฬาวิ่งสวมกระสอบ หรือ
แข่งวิ่งกระสอบ  จะดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขรูปแบบและแนวทางการเล่นมาจากกีฬาวิ่งวัวคน

เพราะว่าจากหลักฐานพบว่ามีการแข่งกีฬาวิ่งสวมกระสอบมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ในงานกรีฑาของกรมกระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อ รัตนโกสินทร์ศก 120 (พุทธศักราช 2445) ปรากฏว่ามีรายการแข่งขันวิ่งสวมกระสอบอยู่ด้วย

ซึ่งในยุคสมัยนั้นเรียกว่า วิ่งวัวสวมกระสอบ” หลังจากนั้นใน รัตนโกสินทร์ศก123 (พุทธศักราช2447) กรมกระทรวงศึกษาธิการ
ก็ได้จัดให้มีการแข่งขันวิ่งสวมกระสอบ โดยเรียกชื่อว่า วิ่งสวมกระสอบ

และจัดให้มีการแข่งวิ่งสวมกระสอบในกรีฑาของกระทรวงธรรมการ เป็นประจำเกือบทุกปีเรื่อยมา กีฬาวิ่ง สวมกระสอบ
นอกเหนือจากการที่จะได้รับความนิยมเล่นกันในภาคกลางแล้ว ยังแพร่หลายได้รับความนิยมเล่นของภาคต่างๆด้วย

อย่างเช่น ในงานฉลองครบรอบวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เมืองภูเก็ต เมื่อ รัตนโกสินทร์ศก128 (พุทธศักราช2452)
ได้จัดให้มีการแข่งกรีฑาของเด็กนักเรียนในสถานศึกษาต่างๆ

การแข่งขันครั้งนี้ในประเภทการแข่งขันออกกำลังนั้น ปรากฏว่าได้จัดให้มีการแข่งขันวิ่งสวมกระสอบอยู่ด้วย
และก็สำหรับการแข่งกรีฑานักเรียน ณ จังหวัดสตูล

เนื่องในงานเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ได้จัดให้มีการแข่งขันวิ่งสวมกระสอบเหมือนกัน
ในปัจจุบันกีฬาวิ่งสวมกระสอบยังคงมีการเล่นแข่งขันกันอยู่โดยทั่วไป และมักจัดแข่งขันกันในกลุ่มนักเรียนในโรงเรียน
หรืองานฉลองประจำของจังหวัดหรือหมู่บ้านต่างๆเพื่อความสนุก ครึกครื้น

ประวัติความเป็นมาของการ กระโดดเชือก

กระโดดเชือก

กระโดดเชือก เป็นกีฬาพื้นบ้านที่เล่นสืบเนื่องกันมาแต่โบราณเป็นกีฬาที่เล่นกันโดยปกติแทบทุกจังหวัด
ในภาคกลางแต่ก่อน เช่น จังหวัดกรุงเทพ จังหวัดธนบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี

รวมทั้งยังได้รับความนิยมเล่นกันอย่างมากมายในภาคต่างๆด้วย ในสมัยก่อนชาวบ้านในภาคกลาง
นิยมเล่นกระโดดเชือกแข่งขันกันในงานนักขัตฤกษ์

และก็งานรื่นเริงต่างๆนอกจากนั้นยังนิยมเล่นกันเป็นการบริหารร่างกายในเวลาว่างอีกด้วย
ในสมัยโบราณกีฬากระโดเชือกมีการเล่นอยู่ วิธี คือ กระโดดเชือกเดี่ยวและ กระโดดเชือก หมู่

ในปัจจุบันมีการเล่นกระโดดเชือกสามารถ พลิกแพลงท่าต่างๆและวิธีกระโจนหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น

แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จากหลักฐานพบว่ามีการแข่งขันวิ่งกระโดดเชือกเดี่ยวเป็นระยะทาง 400 เมตร
สำหรับการแข่งขันกีฬาของกระทรวงธรรมการ ในพ.ศ. 2472 และก็มีการแข่งขันวิ่งกระโดดเชือกหมู่

(หมู่ละ คน ให้เป็นคนถือเชือก คน กระโดด คน โดยใช้เชือกยาว เมตร นับครั้งกระโดดเป็นเกณฑ์)

สำหรับในการแข่งขันกีฬานักเรียนของมณฑลนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. 2475 ปัจจุบันกีฬากระโดดเชือกยังได้รับความนิยมเล่นทั่วๆไป
ทั้งคนแก่และเด็ก คนแก่มักเล่นกระโดดเชือกเพื่อเป็นการบริหารร่างกาย ส่วนเด็กเล่นเป็นการสนุกสนาน มักนิยมเล่นแข่งขันกันในงานนักขัตฤกษ์

อประวัติกีฬา ยกน้ำหนัก

กีฬายกน้ำหนัก 

กีฬายกน้ำหนัก ในสมัยเริ่มต้นไม่ได้เป็นกีฬาสังคมในสมัยโบราณคนที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพยายามแสดงออกถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของตนและพยายามต่อสู้เพื่อให้รู้ถึงผลแพ้ชนะ วิธีการวัดความแข็งแรงในยุคนั้นมีหลายรูปแบบ อย่างเช่น การแบกลูกวัว การยกถุงทราย การยกหิน หรือการยกเหล็ก เป็นต้น รูปแบบวิธีวัดความแข็งแรงของร่างกายในแต่ละสมัยแต่ละยุคได้ปรับปรุงแบบท่าทางในการยกที่ต่างกันออกไป

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคครั้งแรกมีกีฬาประเภทใดบ้าง นอกจากการแข่งวิ่งที่จัดให้มีการแข่งขันขึ้น ต่อมาก็จัดให้มีการแข่งขันมวยปล้ำ การกระโดดและกีฬามวย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ประเทศกรีก กรีซได้ปรับปรุงและเจริญรุ่งโรจน์ถึงขีดสูงสุดเมื่อ 464 ปี ก่อนคริสตกาล ในขณะนั้นประเทศกรีก กรีซได้รวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว และก็ทุกๆเมือง ทุกๆท้องถิ่น ต่างมีความประสงค์อย่างยิ่งที่จะมีแชมป์เปี้ยนโอลิมปิคในเมืองของตน การประลองกีฬาโอลิมปิคได้ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่ง
มาหยุดชะงักลงเมื่อปี พ. ศ. 2459 ( ค. ศ.1916) อันเนื่องมาจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งกีฬาโอลิมปิค

ประวัติการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในประเทศกรีก ( กรีซ) เริ่มขึ้นเมื่อ พ. ศ.2439 ( ค. ศ.1896)เป็นครั้งแรก จัดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศเจ้าภาพได้รับเหรียญจากการแข่งขัน กีฬายกน้ำหนัก เพียง 2 เหรียญทองแดง ( เหรียญบรอนซ์) สำหรับสหพันธ์ยกน้ำหนักของประเทศกรีซ มีชื่อเรียกว่า Hellenic Weightlifting Federation : HWF . ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ. ศ.2515 ( ค. ศ. 1972) โดยรวมอยู่กับสหพันธ์ มวยปล้ำ

การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในรูปแบบปัจจุบันที่ใช้บาร์เบล เริ่มในศตวรรษที่ 19 ในยุโรปตะวันตก เป็นการแสดงของบุรุษผู้ทรงพลังในโรงละครสัตว์และโรงแสดงการดนตรี เมื่อปี พ . ศ.2448 ( ค. ศ.1905) นี้เองถือว่า เป็นปีเริ่มต้นที่ก่อตั้งสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรก แต่การแข่งขันก็ขาดช่วงไปหลายปี จนกระทั่งปี พ. ศ.2463 ( ค. ศ.1920) การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยได้บรรจุเข้าในการ แข่งขันกีฬาโอลิมปิคอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งถึงปัจจุบันกฎเกณฑ์การแข่งขันกีฬายกน้ำหนักในระยะแรกอยู่ภายใต้
Federation International High Committee  FIHC. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติ น้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลกจัดขึ้นครั้งแรกที่เมืองพิคาดิลลี่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ. ศ. 2434 ( ค. ศ.1891) มี 2 ท่า คือ

ท่าเจอร์คมือเดียว (The Single hand of Jerk)
ท่าเจอร์คสองมือ (The two hands of Jerk)…

ประวัติความเป็นมาของ โยคะ

โยคะ Yoga

โยคะ Yoga ถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีผ่านมา โดยในสมัยก่อนนั้นมนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรก
เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในการดำรงชีวิตของตนเอง 



โยคะ Yoga สมัยก่อนมีการจารึกถ้อยคำด้วยตัวอักษรวิชาความรู้ที่สำคัญๆทั้งหมด ถูกส่งผ่านคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง
ในรูปแบบของนิทาน

ด้วยวิธีการเช่นนี้ วิชาความรู้ต่างๆจึงได้สะสมขึ้นและวัฒนธรรมต่างๆได้พัฒนาขึ้นมา
และนี่คือวิธีการที่การฝึก โยคะ 

ได้ถูกถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันในหุบเขาแห่งอินดัสวอลเลย์ นักโบราณคดีได้ศึกษาและทำการค้นพบ
ไม้แกะสลักและศิลปะรูปปั้น ที่แสดงถึงการฝึกโยคะ

ศิลปะพวกนี้ถูกทำขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ซึ่งเจริญอยู่ภายในเขตพื้นที่แถบนั้นช่วง 2000 และ1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช

นักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่าปตัญชลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน
เขาเขียนสูตรแห่งการฝึกโยคะเป็น หัวข้อสั้นๆ

คำว่าโยคะ มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาสันสกฤตว่า ยุจ (YUJ)” ที่มีความหมายถึงการประกอบกันหรือการเชื่อมผนึกกัน
โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า 
Yogins or Yogis 

ส่วนผู้หญิงเรียกว่าYoginis ส่วนผู้สอนเรียกว่า Guru ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการบริหารร่างกาย
โดยดัดแปลงแก้ไขจาก Hatha-Yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ

นอกจากนี้การฝึกท่าโยคะเรียก Asanas เป็นการฝึกท่าโยคะและก็ค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง
การฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลัง

ทำให้เลือดและสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม  การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ
และก็ต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกฝนโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตาแบบของโยคะ

และก็มีการสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกายและจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท
ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
สุขภาพด้านจิตและก็สุขภาพร่างกายดีขึ้น

เกร็ดความรู้ ประวัติกีฬายิมนาสติก

ยิมนาสติก

ยิมนาสติก Gymnastics เป็นกีฬาที่เกี่ยวกับการแสดง ความแข็งแรง ความสวยงาม ความคล่องแคล่ว และการทำงานประสานกันของร่างกาย
และต้องใช้ความสามารถเป็นอย่างสูง เป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

ยิมนาสติก

ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมาเมื่อใด แต่มาปรากฏก่อนคริสต์ศักราช 2,600 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาวจีนได้มีการฝึกฝนท่ากายบริหาร
และการคิดประดิษฐ์ท่ากายบริหารขึ้น แต่การเริ่มต้นยิมนาสติกอย่างแท้จริงน่าจะเริ่มสมัยเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งชาวกรีกและโรมัน

โดยเฉพาะกรีกโบราณ คำว่า ยิมนาสติก เป็นภาษากรีก มาจากคำว่า Gymnos แปลว่า Nude หรือแปลว่า Naked Art
มีความหมายว่า “ศิลปะแห่งการเปลือยเปล่า”

ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการกำหนดประเภทยิมนาสติกสากล ประเภทชายมี 6 อุปกรณ์ และหญิงมี 4 อุปกรณ์

อุปกรณ์ในประเภทชาย

ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ Floor exercise
ม้าหู หรือม้าหมุน Pommel horse
ห่วง Rings
ม้ากระโดด Long horse
บาร์คู่ Parallel bars
บาร์เดี่ยว Horizontal bar

อุปกรณ์ในประเภทหญิง

ม้ากระโดด Vaulting horse
บาร์ต่างระดับ Uneven bars
คานทรงตัว Balance bars
ฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ Floor exercise
ยิมนาสติกอีกประเภท คือ ยิมนาสติกลีลาประกอบดนตรี Rhythmic Sportive Gymnastic เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2513 ทางแถบยุโรปตอนเหนือ
ผู้เล่นจะเป็นผู้หญิงเท่านั้น เป็นการแสดงบนฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ โดยจะเป็นการเคลื่อนไหวประกอบเสียงดนตรี
และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น บอล Ball ริบบิ้น Ribbin คทา หรือคลับ Club ห่วง Hoop เชือก Rope

ยิมนาสติกทั้งสองประเภทจะอยู่ภายใต้การควบคุมของสหพันธ์ยิมนาสติกสากล

ส่วนยิมนาสติกายกรรม หรือยิมนาสติกผาดโผนมิได้ขึ้นกับสหพันธ์ยิมนาสติกสากล มีลักษณะการแข่งขันทั้งประเภทเดี่ยว ประเภทคู่ และประเภททีม
เป็นลักษณะของการต่อตัว ผสมกับการแสดงท่ายืดหยุ่น หรือการตีลังกาทั้งบนฟลอร์ และกลางอากาศ
โดยผู้เล่นแสดงเข้าจังหวะเสียงดนตรีให้มีความกลมกลืน ในเวลาที่กำหนด…

บัลเลต์ ballet ศิลปะการเต้น

ballet

บัลเลต์ ballet หมายถึง การแสดงที่ประกอบด้วยการเต้น และ ดนตรีมีลักษณะเช่นเดียวกับอุปรากร เพียงแต่บัลเลต์เป็นการนำเสนอเนื้อเรื่อง
โดยใช้การเต้นเป็นสื่อ มีกำเนิดขึ้นในระหว่างศตวรรษที่ 15 ที่ประเทศฝรั่งเศส ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศอิตาลี การพัฒนาในยุคนี้คือ

นิยมให้ผู้หญิงเป็นผู้แสดงเอก เรียกว่า บัลเลรินา Ballerina ศตวรรษที่ 20 บัลเลต์ได้รับการพัฒนาให้มีรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า โมเดิร์นแดนซ์ Modern Dance คือ
การนำเอาหลักของบัลเลต์มาผสมผสานดัดแปลงให้เป็นการเต้น โดยไม่ต้องใส่รองเท้าบัลเลต์และไม่ต้องใช้ปลายเท้าในลักษณะของบัลเลต์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการประพันธ์เพลงบัลเลต์
ได้แก่ ไชคอฟสกี โปรโกเฟียฟ คอปแลนด์ และฟัลย่า

บัลเล่ต์ เป็นการเต้นรูปแบบหนึ่งที่มีเทคนิคเฉพาะ เช่น การ Turn Out, การจัดสมดุลของร่างกาย, การยืนบนปลายเท้า เน้นความสง่างาม โดยควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย
ผ่านท่าทางให้พลิ้วไหวไปตามเสียงดนตรีเพลงคลาสสิค และเครื่องแต่งกายที่มีความเฉพาะตัว (ballet tutu, point shoes) โดยการเต้นบัลเล่ต์

มีแหล่งกำเนิดมาจากการเต้นชั้นสูงในราชสำนักของอิตาลี-ฝรั่งเศส และเนื่องจากบัลเล่ต์เป็นศาสตร์ที่มีการพัฒนามายาวนาน ทำให้วิชาบัลเล่ต์เป็นเหมือนวิชาพื้นฐานที่
เสริมสร้างเทคนิคไปสู่การเต้นแบบอื่นๆ รวมไปถึงการพัฒนาทักษะในการขึ้นพอยท์ หรือการเต้นบนปลายเท้าที่ให้ความรู้สึกล่องลอย และเป็นเอกลักษณ์ของการเต้นบัลเล่ต์อีกด้วย
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการเต้นบัลเล่ต์ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการเต้นระดับสูง