กีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เซปักตะกร้อ เป็นกีฬาความหวังเหรียญทองของประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค หรือทวีปเอเชียอย่างซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ มาอย่างยาวนาน
เป็น กีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เซปักตะกร้อแตกต่างจากกีฬาที่คล้ายกันของฟุตวอลเลย์ โดยใช้ลูกที่ทำจากหวายและอนุญาตให้ผู้เล่นใช้เท้า, เข่า, หน้าอก และศีรษะเพื่อสัมผัสลูก

กีฬาพื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กีฬาเซปักตะกร้อ หรือ ตะกร้อ ยังไม่มีหลักฐานระบุที่แน่ชัดว่ามีจุดกำเนิดจากประเทศใด เพราะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ไทย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ ต่างคนต่างบอกว่าตนเองเป็นต้นกำเนิดขึ้นมาทั้งนั้น แต่สำหรับของไทย มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นิยมเล่นกันบนลานกว้าง ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น และลูกตะกร้อทำมาจากหวาย หรือบางทีก็มีเตะตะกร้อลอดห่วง

สำหรับตะกร้อแบบข้ามตาข่ายในปัจจุบัน ที่มีการเล่นฝั่งละ 3 คน นำมาจากประเทศมาเลเซีย คือ เซปัก รากา จาริง หรือ เซปักตะกร้อ ซึ่งดัดแปลงมาจากวอลเลย์บอล และย่อสนามให้เล็กลง โดยที่เริ่มเผยแพร่ในประเทศไทยประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน พ.ศ. 2508 ในงานกีฬาไทย

กีฬากระโดดไกล Long jump

กีฬากระโดดไกล

กีฬากระโดดไกล(Long jump) คือ การกระโดดออกจากจุดกระโดดไปให้ไกลที่สุดด้วยความเร็วและความ

กีฬากระโดดไกล อย่างมีจังหวะพอดี ซึ่งเป็น การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กันตั้งแต่เริ่มวิ่งก้าวแรกจนถึงลงสู่พื้น

เทคนิคการกระโดดไกล

การกระโดดไกลแบ่งออกเป็นสี่องค์ประกอบใหญ่ๆ คือ ช่วงวิ่ง ช่วงกระโดด ช่วงลอยตัว และช่วงลงพื้น

ในช่วงวิ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคงเส้นคงวา คุณต้องฝึกให้โดดออกจากแผ่นบอร์ดในตำแหน่งเดิมทุกครั้งที่คุณกระโดด และสิ่งสำคัญอันดับสองคือความเร็ว คุณต้องพยายามเร่งความเร็วตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนเมื่อถึงจุดสิ้นสุดหรือตรงแผ่นบอร์ดนั้น
ความเร็วของคุณต้องสูงที่สุดแล้ว หมายความว่าแรงเคลื่อนที่ต้องเร็วขึ้นเรื่อยๆอย่างคงที่ ต้องมีพละกำลังอย่างมากในการที่จะเปลี่ยนความเร็วในการวิ่งมาเป็นพลังในการกระโดด

ในช่วงกระโดด มันสำคัญมากที่คุณจะต้องกระโดดออกจากแผ่นบอร์ดพอดี แต่ก่อนจะถึงจุดนี้ เป็นเป็นช่วงที่เราเรียกว่า “Amortization Phase” คือเป็นช่วงที่คุณต้องย่อสะโพกลงนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนความเร็วจากการวิ่งให้เป็นพลังที่จะดีดตัวขึ้นไปในช่วงกะโดด พอถึงจุดนี้
ต้องเอาขาข้างที่ไม่ได้ใช้กระโดด (Free Knee, None Take-off Leg) กวาดมาไว้ข้างหน้า เพื่อช่วยเปลี่ยนแรงกระโดดจากแนวตั้งมาเป็นแนวนอน

ในช่วงลอยตัว นักกีฬาแต่ละคนก็มีเทคนิคที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งหลักๆก็จะมี เทคนิคที่เรียกว่า Hang นักกีฬาจะคงลักษณะเหมือนถูก “แขวน” อยู่กลางอากาศ เทคนิค Sail คือเทคนิคที่แปลได้ตรงตัวเลย
คือนักกีฬาจะเหมือน “ล่อง” ไปกลางอากาศโดยเอาสะโพกนำไปก่อน หรือเทคนิค Hitch Kick
ซึ่งนักกีฬาจะทำท่าแกว่งขาเหมือนวิ่งอยู่กลางอากาศ จริงๆแล้วขั้นตอนที่อยู่กลางอากาศนี้ทางเทคนิค เป็นขึ้นตอนที่สำคัญน้อยที่สุด เพราะคุณอยู่กลางอากาศแล้ว คุณก็แค่ต้องพยายามที่จะลอยตัวอยู่ให้ได้นานที่สุด

ช่วงลงพื้นนี้เป็นช่วงที่สำคัญต่อการตัดสินแพ้ชนะได้ เพราะคุณอาจทำความยาวได้อีกครึ่งเมตรถึงหนึ่งเมตร ขั้นตอนนี้เป็นช่วงการเหยียดขา (Leg Shoot) จะเป็นประโยชน์ ในช่วงนี้คุณต้องงอปลายเท้าเข้าหาตัว เอาศีรษะเอนเข้าหาเข่า จากนั้นขณะที่ลงสู่พื้นทราย พยายามดึงลำตัวของคุณเข้าหาส้นเท้าให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดและอาจจะทำให้คุณแพ้หรือชนะการแข่งกระโดดไกลได้เลยทีเดียว

 

แหล่งที่มา   sites

กีฬา เบสบอล Baseball

เบสบอล Baseball

เบสบอล Baseball

เบสบอล Baseball ถือได้ว่าเป็นกีฬาที่มีมาค่อนข้างยาวนาน

เบสบอล Baseball แม้ว่าในเมืองไทยเองอาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก แต่สำหรับทั่วโลกหลายๆ ประเทศเบสบอลถือว่าเป็นกีฬายอดนิยมถึงขนาดว่ามีการจัดตั้งเป็นลีกขึ้นมาเลยทีเดียว
โดยประเทศที่ถือว่ากีฬาเบสบอลเป็นกีฬาที่พวกเขานิยม อาทิ สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ออสเตรเลีย เป็นต้น ลิ้งก์ดูบอล ถือว่าเป็นกีฬาอีกประเภทที่มีความสนุกสนานไม่แพ้กีฬาประเภทอื่นๆ เลยทีเดียว และยังเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวบวกกับความสามัคคีกันภายในทีมด้วย

กีฬาเบสบอลนั้นเชื่อว่ามีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2430 ในอดีตถือว่าเป็นกีฬาในร่มประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองชิคาโก สหรัฐฯ
กติกาการเล่นจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ข้าง ผู้เล่นที่เล่นเกมรับจะถูกเรียกว่า ผู้ขว้าง หรือ พิทเชอร์ จะทำการขว้างลูกเบสบอลด้วยขนาดที่พอดีมือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ให้กับผู้เล่นอีกฝ่ายที่กำลังเล่นเกมรุก
ที่เรียกว่า ผู้ตี หรือ แบตเตอร์ ผู้เล่นเกมรุกจะทำการตีด้วยไม้เบสบอล โดยเป็นอุปกรณ์ที่ทำได้จากไม้หรืออลูมีเนียม ส่วนในด้านของการให้คะแนนกีฬาเบสบอล จะเกิดจากการที่แบตเตอร์วิ่งไปสัมผัสกับ ลิ้งก์ดูเบสบอล เบส หรือฐาน
โดยจะถูกวางเรียงอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งหมด 4 จุด ต้องวิ่งตั้งแต่เบสแรกไปจนถึงเบสสุดท้ายที่เรียกว่า โฮมเพลท และยังมีอีกกรณีหนึ่งที่คนตีนั้นสามารถตีลูกเบสบอลได้ไกลออกไปเกินกว่าระยะที่จะสามารถเก็บได้จะถูกเรียกว่า โฮมรัน ทำให้ได้แต้มไปอีก 1 คะแนน

อันที่จริงแล้วมันมีปัจจัยหลายๆ ด้านที่ทำให้กีฬาเบสบอลเองไม่ค่อยได้รับความนิยมในเมืองไทย ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ที่ค่อนข้างจะมีราคาแพง
เนื่องจากต้องมีทั้งอุปกรณ์ในการเอาไว้เล่น อุปกรณ์สำหรับป้องกันตัว ไม่มีพื้นที่ในการเล่น เพราะเบสบอลจำเป็นต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะจากการตีลูก ซึ่งในเมืองไทยเองสนามเบสบอลที่ได้มาตรฐานก็ถือว่ามีน้อยมาก
อีกทั้งคนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจกับกีฬาเบสบอลที่มีมาจากต่างประเทศด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เลยพอสรุปได้ว่านี่คือเหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยนิยมเล่นกันอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาเล่นกัน

กติกาของกีฬาเบสบอล
หลายคนอาจเคยเห็นในหนังต่างประเทศเกี่ยวกับกีฬาเบสบอลหลายเรื่อง บางคนก็เข้าใจในกฎบ้างบางคนก็อาจจะไม่เข้าใจ เราจะมาแถลงไขให้ฟังในวันนี้
กีฬาเบสบอลมีมาตั้งแต่สมัย พ.ศ.2430 ซึ่งเป็นกีฬาตีเบสบอลในร่ม โดยเล่นและเกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2535 ก็ได้มาก่อตั้งเป็นสมาคมเบสบอลมือสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคม โดยมีกติกาการเล่นดังนี้

สามารถโยนลูกบอลด้วยสองมือหรือมือข้างเดียวก็ได้
ฝ่ายตีลูกสามารถตีลูกด้วยมือเดียวหรือสองมือก็ได้แล้วแต่ถนัดแต่ห้ามใช้กำปั้นตี
การถือบอลนั้นห้ามวิ่งอย่างเด็ดขาดต้องโยนจากจุดที่ยืน และผู้เล่นสามารถวิ่งมารับลูกบอลได้

การถือลูกบอลนั้นห้ามดึงลูกบอลเด็กขาด ต้องถือด้วยมือ แขน และลำตัว ได้
ห้ามใช้ไหล่ดัน ผลัก ตบ ตี เตะ ฝ่ายตรงข้าม หากเกิดเหตุการณ์ข้างต้องให้ถือเป็นการฟาร์ว ถ้าเกิดทำอีกถือว่าเป็นการฟาร์วเสียสิทธิ์

การฟาร์วนั้นเป็นการกระแทกลูกด้วยกำปั้นและการผิดระเบียบกฎกติกาข้อที่ 3 -5
หากผู้เล่นฝ่ายเดียวกันทำฟาร์วติดต่อกันถึง 3 ครั้งให้นับคะแนนให้ฝ่ายตรงข้ามเลย
เวลาในการแข่งขัน แบ่งเป็น 2 ครึ่ง ครึ่งละ 15 นาที พัก 5 นาที เมื่อจบเกมฝ่ายที่ทำคะแนนได้มากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ในกรณีที่คะแนนทั้งสองฝ่ายเท่ากันให้หัวหน้าของทั้ง 2 ฝ่ายมาตกลงกันเพื่อแข่งขันต่อ
การแข่งขันนั้นผู้เล่นแต่ละทีมต้องมีทีมละ 9 คนอยู่ภายใต้การความคุมของผู้จัดการทีม

ศัพท์เทคนิคของกีฬาเบสบอล

  • walk คือ การที่ Pitcher ขว้างบอลเสียสี่ครั้งติดต่อกัน และทำให้ Batter สามารถขึ้นเบสได้เลยทันที
  • Count คือ สถิติการขว้างบอลในการแข่ง ซึ่งจะนับบอลจำนวนบอลเสียและต่อด้วยจำนวน Stirk เช่น 1-2 จะหมายความว่ามีบอลเสีย 1 ครั้งและสไตร์ค 2 ครั้ง
  • Run คือ หน่วยของการนับแต้มของเบสบอล เมื่อผู้ตีวิ่งจนครบทุกเบสแล้วจะถือเป็น 1 Run
  • Run base in หรือ RBI หมายถึง จำนวนคะแนนที่ Batter สามารถตีลูกเพื่อทำคะแนนได้สำเร็จในการตีหนึ่งครั้ง
  • Hit หมายถึง การที่ผู้เล่นตีบอลออกไปแล้วสามารถวิ่งขึ้นไปบนเบสได้สำเร็จ
  • Base load หรือ Full base load คือ การที่เบสทั้ง 3 เบสมี Runner ยืนอยู่บนเบสครบทั้ง 3 เบส
  • Runner at Conners คือ การที่มี Runner ยืนอยู่บนเบสแรกและเบสที่ 3
  • Bunt คือ ลักษณะที่ Batterจับไม้แค่ให้โดนบอลโดยที่ไม่ได้ทำการเหวี่ยงไม้ตีบอลออกไป
  • Squeez คือ ลักษณะที่ Batter ทำ Bunt เพื่อให้ Runner บนเบสสุดท้ายทำ Run ได้สำเร็จนั่นเอง

ประวัติปิงปอง กีฬาเทเบิลเทนนิส

กีฬาปิงปอง

กีฬาปิงปอง

กีฬาปิงปอง เป็นกีฬาสันทนาการอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานในหมู่คณะ

กีฬาปิงปอง เป็นกีฬาที่มีความท้าทายที่ผู้เล่นต้องอาศัยไหวพริบ และความคล่องแคล่วของร่างกายในการรับ-ส่งลูก

ปิงปองได้เริ่มขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1890 (พ.ศ. 2433) ที่ประเทศอังกฤษ โดยในอดีตอุปกรณ์ที่ใช้เล่นปิงปองเป็นไม้หุ้มหนังสัตว์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไม้ปิงปองในปัจจุบัน

ส่วนลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์ ซึ่งทำจากพลาสติกกึ่งสังเคราะห์ โดยเวลาที่ลูกบอลกระทบกับพื้นโต๊ะ และไม้ตีจะเกิดเสียง “ปิ๊ก-ปอก” ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกชื่อตามเสียงที่ได้ยินว่า “ปิงปอง” (PINGPONG) และได้เริ่มแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน

ในปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) เริ่มปรากฏว่ามีการหันมาใช้ไม้ปิงปองติดยางเม็ดแทนหนังสัตว์ ดังนั้น วิธีการเล่นแบบรุก หรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE) โดยใช้ท่าหน้ามือ (FOREHAND) และหลังมือ (BACKHAND) เริ่มมีบทบาทมากขึ้น และยังคงนิยมการจับแบบไม้แบบยุโรป ดังนั้น จึงถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 (พ.ศ. 2465) ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้ กีฬาปิงปองจึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น เทเบิลเทนนิส (TABLE TENNIS)
และในปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอน ในเดือนธันวาคม พร้อมกับมีการจัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ขึ้นเป็นครั้งแรก

จากนั้นในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เป็นยุคที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้หันมาสนใจกีฬาเทเบิลเทนนิสมากขึ้น และได้มีการปรับวิธีการเล่นโดยเน้นไปที่ การตบลูกแม่นยำ และหนักหน่วง และการใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495)
ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก ที่กรุงบอมเบย์ ประเทศอินเดีย และในปี ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย ทำให้จึงกีฬาเทเบิลเทนนิสกลายเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริง
โดยในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา และมีการพัฒนาไม้ปิงปองโดยใช้ยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำ เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

ละในปี ค.ศ. 1970 (พ.ศ. 2513) จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรป และผู้เล่นชาวเอเชีย แต่นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงแล้ว ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มเก่งขึ้น ทำให้ยุโรปสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จ

จากนั้นในปี ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) นักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดน ชื่อ สเตลัง เบนค์สัน เป็นผู้เปิดศักราชใหม่ให้กับชาวยุโรป โดยในปี ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516) ทีมสวีเดนสามารถคว้าแชมป์โลกได้ จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ปรังปรุงมา
ดังนั้น นักกีฬาของยุโรป และนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับ และลาตินอเมริกา ก็เริ่มก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น และมีการแปลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านเทคนิค ทำให้การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหายไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
จากนั้นจึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิคการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก และมีการปรับปรุงหน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง ที่มีความยาวของเม็ดยางมากกว่าปกติ
โดยการใช้ยางที่สามารถเปลี่ยนวิถีการหมุน และทิศทางของลูกเข้าได้ จึงนับได้ว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลก โดยมีการพัฒนาอุปกรณ์ และมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กระทั่งกีฬาเทเบิลเทนนิสได้ถูกบรรจุเป็นการแข่งขันประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี

 

แหล่งที่มา   hilight.kapook

ลีลาศ กีฬาของคนรักการเต้น.

ลีลาศ

ลีลาศ กีฬาของคนรักการเต้น ที่ได้ทั้งความสนุกและการออกกำลังกาย เพราะมีหลากหลายจังหวะด้วยกัน

ลีลาศ เป็นการเล่นกีฬาไม่ได้มีเพียงแค่การใช้พละกำลังหนัก ๆ เท่านั้น ความพริ้วไหว อ่อนช้อย ที่เกิดจากการขยับร่างกายให้เข้าจังหวะ ก็ถือเป็นกีฬาชนิดหนึ่งเช่นกัน

ประวัติ
กีฬาลีลาศ (Ballroom Dance) คือ กีฬาชนิดหนึ่งที่เน้นความสวยงามพริ้วไหวของผู้เต้น ตามจังหวะต่าง ๆ โดยถือกำเนิดขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงฝั่งตะวันตก ที่นิยมใช้การเต้นรำเป็นกิจกรรมในงานสังคม โดยการเต้นรำแต่ละจังหวะมีต้นกำเนิดแตกต่างกัน ดังนี้

ประเภทสแตนดาร์ด

– จังหวะแทงโก้ (Tango)
แต่เดิมคือจังหวะ มิลองก้า Milonga ที่ใช้เต้นกันในโรงละครเล็ก ๆ แต่เมื่อชนชั้นสูงจากประเทศบราซิลไปพบเข้า จึงเริ่มมีการนำมาเต้นรำกันมากขึ้นและชื่อของจังหวะมิลองก้า Milinga ก็ถูกเปลี่ยนเป็นจังหวะแทงโก้ Tango ในที่สุด

– จังหวะวอลซ์ Waltz
กำเนิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1910 (พ.ศ. 2453) – ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) ที่บอสตันคลับ ในโรงแรมซาวอย ประเทศอังกฤษ มีชื่อเรียกว่า บอสตัน วอลซ์ Boston Waltz ก่อนที่จะเสื่อมสลายลงไป และกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยถูกดัดแปลงท่าเต้นให้เข้ากับยุคสมัย

– จังหวะควิกซ์วอลซ์ Waltz หรือ เวียนนีสวอลซ์ Viennese Waltz
ถือกำเนิดขึ้นในตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ในช่วงยุค 60’s ซึ่งเป็นจังหวะที่ต้องใช้พลังสูง เนื่องจากเป็นจังหวะที่มีความเร็ว ถึง 60 บาร์ต่อนาที โดยเน้นที่การรักษาจังหวะให้ต่อเนื่อง เน้นการเต้นแบบอิสระ

– จังหวะฟอกซ์ทรอต Foxtrot
เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในทวีปยุโรป โดยนักเต้นประกอบจังหวะคนหนึ่งชื่อ แฮรี่ ฟอกซ์ Harry Fox และถูกนำมาดัดแปลงขัดเกลาโดย แฟรงค์ ฟอร์ด Frank Ford ประมาณปี ค.ศ.1922 (พ.ศ.2465) ถึง ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) จนเริ่มแพร่หลาย

– จังหวะควิกซ์สเตป Quick Step
เป็นจังหวะที่ถูกแตกแขนงมาจากจังหวะฟอกซ์ทรอต เนื่องจากจังหวะฟอกซ์ทรอตมีความเร็วค่อนข้างสูงถึง 50 บาร์ต่อนาที ทำให้นักดนตรีเล่นได้ยาก จึงถูกปรับลดจังหวะลงมาและนำมาผสมผสานกันจนเกิดเป็นจังหวะควิกสเตปขึ้น และเริ่มแพร่หลายประมาณปี ค.ศ.1928 (พ.ศ.2471) เป็นต้นมา

ประเภทลาตินอเมริกัน

– จังหวะแซมบ้า Samba
มีต้นแบบมาจากแถบแอฟริกา แต่ถูกพัฒนาจนเป็นที่นิยมในประเทศบราซิล ซึ่งจังหวะแซมบ้าได้ถูกยอมรับให้เป็นจังหวะที่สามารถเข้าแข่งขันในมหกรรมการแสดงระดับโลกที่นิวยอร์คได้ เมื่อปี ค.ศ.1939 (พ.ศ. 2482) และอีกสิบปีต่อมาจังหวะแซมบ้าก็ถูกยอมรับกันอย่างแพร่หลายในปี ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) – ค.ศ.1949 (พ.ศ. 2492)

– จังหวะรุมบ้า Rumba
ถูกนำเข้าไปยังประเทศอเมริกาโดยทาสชาวแอฟริกัน และถูกพัฒนาต่อจนกระทั่งมีตำราการเต้นรำเกิดขึ้น ซึ่งตำราเล่มนั้นเป็นที่แพร่หลายทำให้จังหวะรุมบ้าได้รับการยอมรับในที่สุด

– จังหวะแมมโบ้ Mambo
เป็นจังหวะที่ตั้งขึ้นจากชื่อของหมอผีในประเทศเฮติ เป็นการผสมผสานการเต้นในแบบ แอฟริกัน-คิวบัน และนิยมเต้นกันในคิวบา โดยเริ่มแพร่หลายเมื่อ เปเรซ ปราโด Perez Prado นักดนตรีชาวคิวบา นำเอาจังหวะนี้มาเล่นในประเทศเม็กซิโก และได้รับการบันทึกเป็นแผ่นเสียง ในปี ค.ศ.1951 (พ.ศ. 2494) จนถูกเรียกว่าเป็น ราชาแห่งแมมโบ้ Mambo King

– จังหวะ ชะ ชะ ช่า Cha Cha Cha
ถูกพัฒนามาจากจังหวะแมมโบ้ Mambo ซึ่งตั้งขึ้นจากการเลียนเสียงรองเท้ากระทบพื้นขณะเต้นรำ โดยถูกพบเห็นครั้งแรกที่ประเทศอเมริกา และแพร่หลายไปยังแถบยุโรป จากนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างจริงจังในช่วงปี ค.ศ.1956 (พ.ศ. 2499) ก่อนที่จะถูกตัดทอนชื่อลงเป็น ชาช่า Cha Cha แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเคยชินกับ ชะ ชะ ช่า มากกว่า

– จังหวะไจว์ฟ Jive
กำเนิดขึ้นในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ราวปี ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) เป็นจังหวะเต้นรำในแบบที่เน้นจังหวะจะโคน และการสวิง โดยถูกดัดแปลงมาจากดนตรีในหลายจังหวะ ทั้ง ร็อกแอนด์โรล แอฟริกัน และ อเมริกันสวิง เป็นต้น ซึ่งในการเต้นนั้นจะเน้นการดีด สะบัด และเตะปลายเท้า ซึ่งต้องใช้ความสนุกสนานในการเต้นและใช้พลังสูง

– จังหวะปาโซโดเบล Pasodoble
เป็นดนตรีที่มีจังหวะ 2/4 คล้ายเพลงมาร์ชของสเปน ใช้ในช่วงพิธีกรรมที่นักสู้วัวกระทิงกำลังเดินลงสู่สนาม และขณะกำลังจะฆ่ากระทิง ก่อนจะพัฒนามาเป็นจังหวะเต้นรำ โดยฝ่ายชายจะเปรียบเสมือนนักสู้วัวกระทิงที่จะบังคับร่างของคู่เต้น ซึ่งเป็นเสมือนผ้าสีแดง ให้แกว่งไปมาในลักษณะเดียวกับกำลังสะบัดผ้า เพื่อยั่ววัวกระทิง และจะเต้นโดยการย้ำส้นเท้านำเป็นจังหวะอย่างเร็ว ไม่ค่อยใช้สะโพกเคลื่อนไหวเท่าไหร่นัก

 

แหล่งที่มา   hilight.kapook

‘ กีฬาฟันดาบ ‘ กีฬาสากลของโลก

ฟันดาบ

ฟันดาบ

ฟันดาบ คือ ศิลปในการเข้าทำและตั้งรับด้วยดาบหรืออาวุธที่มีลักษณะคล้ายๆกัน

 

ฟันดาบ สากลสมัยใหม่เป็นกีฬาที่ใช้แข่งขันที่ให้ความสนุกสนาน กฎและเทคนิคต่าง ๆมีรากฐานที่พัฒนามาจากการใช้ดาบในสมัยโบราณที่ฝึกฝนเพื่อประสิทธิภาพในการรบ

งานวิชาการ – ประวัติศาสตร์
Written by พ.อ.จักราวุธ โสมภีร์
Tuesday, 18 August 2009 23:35
ศิลปในการเข้าทำและตั้งรับด้วยดาบหรืออาวุธที่มีลักษณะคล้ายๆกัน กีฬาฟันดาบสากลสมัยใหม่เป็นกีฬาที่ใช้แข่งขันที่ให้ความสนุกสนาน กฎและเทคนิคต่าง ๆมีรากฐานที่พัฒนามาจากการใช้ดาบในสมัยโบราณที่ฝึกฝนเพื่อประสิทธิภาพในการรบ

ประวัติ

ในสมัยยุคกลางศตวรรษที่ 5 ถึง 15 ดาบถูกใช้เป็นอาวุธในเชิงรุกใช้สำหรับทำลายเกราะและเสื้อเกราะ ต่อมาใช้สำหรับการรบในระยะประชิดตัว หลังจากพ้นวิถีอาวุธปืน พัฒนาการของดาบนั้นดำเนินการโดยต่อเนื่องมีใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งเอเชียและยุโรป เมื่อเกราะขนาดใหญ่เริ่มที่จะล้าสมัย ดาบจึงถูกใช้เป็นอาวุธสำหรับการตั้งรับและดีพอ ๆกับการใช้เป็นอาวุธในเชิงรุก ในศตวรรษที่ 16 ดาบชนิดเรียวตรงเริ่มเป็นที่รู้จักกันในอิตาลี ศิลปะการใช้ดาบเริ่ม

แพร่หลายอย่างรวดเร็ว อีกนัยหนึ่งดาบสั้นสองคมและโกร่งดาบได้ถูกพัฒนาให้มีส่วนหนาและบางเพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเกราะ และได้ถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความกล้าและเก่งดังเช่นอัศวินผู้กล้าในสมัยโบราณ โดยไม่ประสงค์ที่จะให้คู่ต่อสู้ถึงแก่ชีวิตในสนามประลอง ในทางปฏิบัติทั่ว ๆไปแขนที่ไม่มีดาบคือแขนซ้ายจะปล่อยเป็นอิสระ และพยายามทำแขนที่ถือดาบเป็นตัวปิดบ้องเป้าหมายให้เหลือน้อยที่สุดการใช้ดาบชนิดเรียวตรงและ

เทคนิคดาบของอิตาลีได้แพร่หลายไปทั่วยุโรป เฉพาะในฝรั่งเศสและอิตาลีขนาดและรูปร่างของดาบชนิดเรียวตรงได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ มีผลทำให้ความยาวและน้ำหนักถูกปรับแต่งจนจับถือได้สะดวกขึ้น ในศตวรรษที่ 18 ดาบขนาดเล็กหรือดาบเอเป้ ได้ถูกสร้างขึ้นและแพร่หลายในฝรั่งเศส อาวุธชนิดใหม่นี้เป็นผลการรวมของลักษณะเด่นของ ดาบอิตาลีและฝรั่งเศส อิตาลีใช้ดาบชนิดเรียวตรงในการแสดงความกล้าหาญ การใช้เสียง ท่าทางที่ดู

เข้มแข็ง ฝรั่งเศสใช้ดาบเอเป้ในลักษณะที่เป็นทางการมากๆ การควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างดี รูปแบบดาบของฝรั่งเศสเริ่มที่จะมีชื่อเสียงมากขึ้น กฎที่เป็นทางการส่วนใหญ่ที่ใช้ในการแช่งขันยุคสมัยใหม่ และคำศัพท์ในรูปแบบต่าง ๆ ของดาบสากลส่วนใหญ่จะใช้ภาษาฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 การต่อสู้โดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และโรงเรียนสอนฟันดาบ เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการสอนฟันดาบเพื่อการกีฬา อุปกรณ์ส่วนใหญ่ยังคงใช้และถูกพัฒนาในตอน

นี้ด้วย รวมทั้งถุงมือที่สวมในข้างที่ถือดาบ ปลาสตอง เกราะอก และหน้ากากที่ถักด้วยเส้นตาข่ายเหล็ก En garde (อังการ์ด) เป็นคำบอก เตรียมพร้อม สำหรับนักกีฬาฟันดาบสากลโอลิมปิค เป็นคำที่ใช้สืบทอดเพื่อสร้างความตื่นตัวสำหรับนักฟันดาบสมัยกลางที่ต่อเนื่องเป็นประเพณีจนถึงยุคปัจจุบัน ในความเป็นจริงแล้ว การรับและการตอบดาบ ของ Errol Flynn ในเรื่อง Captain Blood bear Little นั้นคล้ายคลึงกับการแข่งขันดาบสากลในโอลิมปิค

ซึ่งนักกีฬาจะเล่นไปตามแผ่นพื้นที่กำหนด สนามประลองดาบ ต่อสายไฟไปยัง เครื่องให้คะแนน และสวมเสื้อผ้าป้องกันอันตราย ดาบสากลเคยถูกเปรียบเปรยว่า หมากรุกที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ เพราะว่ามีทั้ง ยุทธศาสตร์ และการกีฬา กีฬาฟันดาบสากลโอลิมปิคจะใช้หนึ่งในอาวุธสามชนิดในการประลอง ได้แก่ ดาบฟอยล์เป็นดาบ ที่ยืดหยุ่นและเบา เป็นดาบที่เริ่มต้นสำหรับการฝึกฝนก่อนไปรบ การแทงจะใช้เพียงแค่ปลายดาบสัมผัสบริเวณลำตัว ดาบเอเป้เป็นดาบที่วิวัฒนาการมาจากดาบที่ใช้ในการรบ การแทงต้องใช้ที่ปลายดาบเช่นเดียวกับดาบฟอยล์ แต่สามารถทำแต้มได้ทั่วร่างกาย ดาบเซเบอร์เป็นดาบที่พัฒนามาจากดาบทหารม้า เป้าหมายคือครึ่งตัวด้านบนของลำตัว

 

แหล่งที่มา  thaifencing

วอลเลย์บอล

วอลเลย์บอล

วอลเลย์บอล

วอลเลย์บอล เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬายอดนิยม ที่มีการแข่งขันระดับชาติ และนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย จนถูกรวมเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนชั้นมัธยมศึกษาในหลายโรงเรียน

ประวัติวอลเลย์บอล

กีฬาวอลเลย์บอล (Volleyball) นั้น ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1895 (พ.ศ.2438) โดย นายวิลเลียม จี. มอร์แกน (William G. Morgan) ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A. (Young Men’s Christian Association) ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการมีกีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาวแทนกีฬากลางแจ้ง เพื่อออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจยามหิมะตก

โดย นายวิลเลียม จี. มอร์แกน เกิดไอเดียในการพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลขึ้น ขณะที่เขากำลังนั่งดูเทนนิส และเลือกนำเอาตาข่ายกลางสนามของกีฬาเทนนิส มาเป็นส่วนประกอบในกีฬาที่เขาคิดค้น และเลือกใช้ยางในของลูกบาสเก็ตบอล มาเป็นลูกบอลที่ใช้ตีโต้ตอบกันไปมา แต่ยางในของลูกบาสเก็ตบอลกลับให้น้ำหนักเบาจนเกินไป จึงเปลี่ยนไปใช้ลูกบาสเก็ตบอลแทน ซึ่งลูกบาสเก็ตบอลก็มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากจนเกินไปอีก เขาจึงสั่งทำลูกบอลขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ ในขนาดเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว และกำหนดน้ำหนักไว้ที่ 8-12 ออนซ์ จากนั้นจึงตั้งชื่อกีฬาชนิดนี้ว่า มินโทเนตต์ (Mintonette)

ต่อมา ชื่อของ มินโทเนตต์ (Mintonette) ถูกเปลี่ยนเป็น วอลเลย์บอล (Volleyball) หลังได้รับคำแนะนำจาก ศาสตราจารย์ อัลเฟรด ที เฮลสเตด (Professor Alfred T. Helstead) ในงานประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์ (Spring-field College) เมื่อปี ค.ศ.1896 (พ.ศ.2439) และกลายเป็นกีฬายอดนิยมในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน จนแพร่หลายออกไปทั่วโลก รวมทั้งมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่เป็นระยะ

กติกาวอลเลย์บอล

สนามแข่งขัน

– จะต้องเป็นพื้นไม้หรือพื้นปูนที่มีลักษณะเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง
– เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร ความสูงจากพื้นประมาณ 7 เมตร มีบริเวณโดยรอบห่างจากสนามประมาณ 3 เมตร
– แต่หากเป็นสนามมาตรฐานในระดับนานาชาติ กำหนดให้รอบสนามห่างจากสนามประมาณ 5 เมตร ด้านหลังห่าง 8 เมตร และมีความสูง 12.5 เมตร
– เส้นรอบสนาม (Boundary lines) ทุกเส้นจะต้องกว้าง 5 เซนติเมตร เป็นสีอ่อนตัดกับพื้นสนาม มองเห็นได้ชัดเจน
– เส้นแบ่งเขตแดน (Center line) ที่อยู่ตรงกลางสนาม จะต้องอยู่ใต้ตาข่าย หรือตรงกับเสาตาข่ายพอดี

ตาข่าย

– จะต้องมีความสูงจากพื้น 2.43 เมตร กว้าง 1 เมตร ยาว 9.5 – 10 เมตร
– ตารางในตาข่ายกว้าง 10 เซนติเมตร ผู้ติดไว้กับเสากลางสนาม
– ตาข่ายสำหรับทีมหญิงสูง 2.24 เมตร

ลูกวอลเลย์บอล

– เป็นทรงกลมมีเส้นรอบวงประมาณ 65-67 เซนติเมตร น้ำหนัก 260-280 กรัม
– ทำจากหนังสังเคราะห์ที่ยืดหยุ่นได้
– ซึ่งในการแข่งขันระดับโลกจะใช้ลูกบอล 3 ลูกต่อการแข่งขัน เพื่อความต่อเนื่องหากบอลออกนอกสนาม

ผู้เล่น

– ในทีมจะต้องมีผู้เล่นไม่เกิน 12 คน ผู้ฝึกสอน 1 คน ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน 1 คน เทรนเนอร์ 1 คน และแพทย์ 1 คน
– ผู้เล่นจะลงเล่นในสนามได้ครั้งละ 6 คน โดยแบ่งออกเป็นหน้าตาข่าย 3 คน และด้านหลังอีก 3 คน
– สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นครั้งละกี่คนก็ได้ โดยผู้เล่นเดิมที่ถูกเปลี่ยนออก สามารถเปลี่ยนกลับมาเล่นในสนามได้อีก
– การแต่งกายในชุดแข่งขัน ต้องแต่งกายเหมือนกันทั้งทีม ประกอบไปด้วย เสื้อสวมคอ กางเกงขาสั้น ถุงเท้า และรองเท้าผ้าใบพื้นยางที่ไม่มีส้น โดยผู้เล่นแต่ละคนจะต้องติดหมายเลขกำกับไว้ที่เสื้อ กำหนดให้ใช้เลข 1-18 เท่านั้น สำหรับหัวหน้าทีมจะต้องมีแถบผ้าขนาด 8×2 เซนติเมตร ติดอยู่ใต้หมายเลขบริเวณอกเสื้อด้วย

วิธีการเล่น

– ทีมที่ได้เสิร์ฟ จะต้องให้ผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งขวาหลัง เป็นผู้เสิร์ฟเพื่อเปิดเกม จากนั้นผู้เล่นทุกตำแหน่งจะขยับตำแหน่งวนไปตามเข็มนาฬิกา
– การเสิร์ฟจะต้องรอฟังสัญญาณนกหวีดก่อน และให้เริ่มเสิร์ฟลูกบอลภายใน 5 วินาที
– ทีมที่ได้คะแนนจะเป็นผู้ได้เสิร์ฟ จนกว่าจะเสียคะแนนให้ฝ่ายตรงข้ามจึงจะเปลี่ยนเสิร์ฟ
– เมื่อลูกเข้ามาในเขตแดนของทีม จะสามารถเล่นบอลได้มากที่สุด 3 ครั้งเท่านั้น
– สามารถบล็อคลูกบอลจากฝ่ายตรงข้ามที่หน้าตาข่ายได้ แต่หากผู้เล่นล้ำเข้าไปในแดนของฝ่ายตรงข้ามจะถือว่าฟาวล์
– สามารถขอเวลานอกได้ 2 ครั้งต่อ 1 เซต ให้เวลาครั้งละ 30 วินาที
– ทุกครั้งที่แข่งขันจบ 1 เซต จะต้องมีการเปลี่ยนฝั่ง

การคิดคะแนน

– ทีมจะได้คะแนนเมื่อลูกบอลตกลงในเขตสนามของฝ่ายตรงข้าม โดยนับเป็นลูกละ 1 คะแนน และหากมีการเสียคะแนน จะต้องเปลี่ยนให้ทีมที่ได้คะแนนเป็นผู้เสิร์ฟ
– หากทีมไหนได้คะแนนครบ 25 คะแนนก่อน ก็จะเป็นผู้ชนะในเซตนั้นไป แต่หากคะแนนเสมอกันที่ 24-24 จะต้องมีการดิวซ์ (Deuce) หมายถึงต้องทำคะแนนให้มากกว่าอีกฝ่าย 2 คะแนน ถึงจะเป็นผู้ชนะ เช่น 26-24 หรือ 27-25 เป็นต้น
– ต้องแข่งขันกันให้ชนะ 3 ใน 5 เซต จึงจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น…

” เปตอง ” ประวัติเปตอง

เปตอง

เปตอง เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่เรารู้จักกันดี และนิยมเล่นกันแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย

 

เปตอง ได้แพร่หลายเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย จากการถูกเลือกให้เป็นกิจกรรมนันทนาการในสถานศึกษา ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนได้พิจารณาเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมกีฬาและนันทนาการ

ที่ส่งเสริมความสามัคคีและลดความเครียดจากภารกิจ หน้าที่การงานได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ประวัติกีฬา เป ตองสากล
เปตองเป็นกีฬากลางแจ้งประเภทหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ประวัติที่แน่นอนนั้นไม่มีการบันทึกไว้ แต่มีหลักฐานจากการเล่าสืบต่อ ๆ กันมาว่า กำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศกรีซ เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยเก็บก้อนหินที่เป็นทรงกลมจากภูเขาและใต้ทะเลมาเล่นกัน ต่อมากีฬานี้ได้แพร่หลายเข้ามาในทวีปยุโรป เมื่ออาณาจักรโรมันครองอำนาจและเข้ายึดครองดินแดนของชนชาวกรีกได้สำเร็จ ชาวโรมันได้ใช้กีฬาประเภทนี้เป็นเครื่องทดสอบกำลังข้อมือและกำลังกายของผู้ชายในสมัยนั้น

เมื่ออาณาจักรโรมันเข้ายึดครองดิน แดนชาวโกลหรือประเทศฝรั่งเศสในปัจจุบัน ชาวโรมันก็ได้นำเอาการเล่นลูกบูลประเภทนี้เข้าไปเผยแพร่ทางตอนใต้ของประเทศ ฝรั่งเศส การเล่นลูกบูลจึงได้พัฒนาขึ้นโดยเปลี่ยนมาใช้ไม้เนื้อแข็งถากเป็นรูปทรงกลม แล้วใช้ตะปูตอกรอบ ๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักของลูกให้เหมาะกับมือ

ในยุคกลาง การเล่นลูกบูลนี้เป็นที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้านโปเลียนมหาราชขึ้นครองอำนาจ พระองค์ได้ทรงประกาศให้การเล่นลูกบูลนี้เป็นกีฬาประจำชาติของฝรั่งเศส และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เล่นกัน การเล่นลูกบูลนี้จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดมา จนมีการตั้งชื่อเกมกีฬาประเภทนี้ขึ้นมาเล่นอย่างมากมายต่าง ๆ กัน เช่น บูลเบร-รอตรอง, บูลลิโยเน่ส์, บูลเจอร์ เดอร์ลอง และบลู-โปรวังซาล เป็นต้น

ในที่สุดก็ฝรั่งเศสได้มีการก่อตั้ง “สหพันธ์ เป ตองและโปรวังซาล” ขึ้นในปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) จากนั้นจำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีบุคคลทุกระดับชั้นทุกเพศ ทุกวัยเข้าเป็นสมาชิก ลูกบูลที่ใช้เล่นก็มีการคิดค้นทำเป็นลูกโลหะผสมเหล็กกล้า ข้างในกลวง การเล่นจึงมีความสนุกสนานเร้าใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การเล่นกีฬาลูกบูล-โปรวังซาลที่ได้ดัดแปลงแก้ไขใหม่นี้ได้รับความนิยมเล่น มากขึ้น และได้แพร่หลายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ อย่างรวดเร็วทั่วประเทศฝรั่งเศส ตลอดจนถึงดินแดน อาณานิคมของฝรั่งเศสอีกด้วย

ประวัติกีฬา เป ตองในประเทศไทย

กีฬา เป ตองได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ 2518 โดยการริเริ่มของ นายจันทร์ โพยหาญ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก และนำกีฬาเป ตองเข้ามาเผยแพร่ให้คนได้รู้จักอย่างเป็นทางการคนแรก แต่ขณะนั้นยังขาดอุปกรณ์การเล่น (ลูกบูล) จึงได้ปรึกษาและชักชวนนายดนัย ตรีทัศนาถาวร และนายชัยรัตน์ คำนวณ ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น เป็นผู้ลงทุนสั่งลูกเปตองเข้ามาจำหน่ายและเผยแพร่ในประเทศไทย

แต่เป ตองเป็นกีฬาที่ใหม่อยู่มากในเมืองไทย ยังมีคนรู้จักน้อย ทำให้ยังจำหน่ายไม่ได้ แต่นายดนัย ซึ่งเป็นผู้ที่มองการไกล เห็นประโยชน์และความสำคัญของกีฬาเป ตอง จึงได้ทำการจ่ายแจกให้แก่ส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งภาคเอกชนที่สนใจทั่วไป เพื่อเป็นการเชิญชวนให้หันมาเล่นกีฬาประเภทนี้ดูบ้าง

ต่อมานายจันทร์ ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากันนายศรีภูมิ สุขเนตร ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ซึ่งมีความรู้ ความสามารถในเรื่องของกีฬานี้เป็นอย่างดี และอีกท่านยังไม่ได้กล่าวนาม ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมเปตองและโปรวังซาลแห่งประเทศไทยขึ้น เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2519 โดยมีนายศรีภูมิ สุขเนตร เป็นนายกสมาคมคนแรก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะยังขาดผู้สนับสนุน จนคิดว่าจะล้มเลิกความมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ต่อไปอีก

แต่ต่อมาเมื่อสมเด็จพระศรีนครินทรบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนินที่เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เมื่อ พ.ศ. 2521 นายจันทร์ ได้นำอุปกรณ์กีฬาเป ตองไปแนะนำวิธีการเล่นให้แก่ข้าราชบริพาร และพระองค์ทรงโปรดปรานมาก ทรงรับสั่งว่า “พระองค์เคยเล่นกีฬาประเภทนี้ตั้งแต่พระองค์พระชนมายุ 30 กว่า กีฬาเป ตองมีประโยชน์มากได้ทั้งบริหารร่างกายเพื่อให้มีสุขภาพดี และสร้างสรรค์ความสามัคคีในหมู่คณะซึ่งมีประโยชน์มากมายสำหรับคนไทย ขอให้นายจันทร์ โพยหาญ จงทำหน้าที่ต่อไป พระองค์ช่วงส่งเสริม และเผยแพร่ให้อีกทางหนึ่ง”

ดังนั้นในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2527 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสมาคมเปตอง และโปรวังซาลแห่งประเทศไทย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2530 ได้เปลี่ยนชื่อสมาคมเป ตองและโปรวังซาลเป็น “สหพันธ์เปตองแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ต่อมาได้แก้ไขข้อบังคับสหพันธ์ฯ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. การกีฬาแห่งประเทศไทย จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสหพันธ์เป ตองแห่งประเทศไทยเป็น “สมาคมเปตองแห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2543 และได้รับการรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย สนับสนุนงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนสมาคมฯ ประจำปีจากรัฐบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์เป ตองนานาชาติ เป็นประเทศที่ 17 ของโลก

แหล่งที่มา hilight.kapook